นายแพทย์นพรัตน์ รัตนวราห | ความมั่นใจ และชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมจากการทำศัลยกรรม

การทำศัลยกรรมความงามถึงแม้จะไม่ได้มีประโยชน์ในด้านฟังก์ชันการใช้งาน แม้เราจะกรีดตาให้ใหญ่ก็ไม่ได้ช่วยทำให้การมองเห็นดีขึ้น หรือเสริมจมูกให้โด่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าการหายใจนั้นจะโล่งขึ้นกว่าเดิม แต่สิ่งหนึ่งที่การทำศัลยกรรมให้ประโยชน์กับเราได้มากที่สุดคือเรื่องของความมั่นใจ

ความมั่นใจเป็นเรื่องนามธรรมที่สามารถสร้างจากสิ่งที่เป็นรูปธรรม นั่นคือการที่เรามีรูปร่างหน้าตาที่ดีขึ้นย่อมส่งผลไปถึงความมั่นใจ และลบปมด้อยที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดออกไป ซึ่งจะเห็นได้ว่าเมื่อเรามีความสุขกับตัวเองได้แล้ว ก็จะมีพลังที่อยากจะใช้ชีวิต อยากออกไปเจอโลกเจอผู้คน อยากพาตัวเองไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และพลังที่เกิดขึ้นจากความพึงพอใจของ ตัวเองก็ยังขยายต่อไปยังเรื่องของการงานและความสัมพันธ์กับคนในชีวิตเราได้ด้วย

ย้อนกลับไปสัก 20-30 ปีก่อน การทำศัลยกรรมเป็นเรื่องที่ต้องปกปิด เพราะคนที่ทำศัลยกรรมจะรู้สึกอาย คงเป็นเพราะสมัยก่อนการทำศัลยกรรมนั้นยังทำได้ไม่เนียน ไม่เป็นธรรมชาติ หรือไปฉีดสารเติมเต็มที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้ผลงาน ออกมาไม่ดี แต่ก็ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า ในปัจจุบัน ศาสตร์ในการทำศัลยกรรมเสริมความงามนั้นพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด และผู้คนก็ให้การยอมรับกันมากขึ้น จนเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีคนที่แอนตี้การทำศัลยกรรมใบหน้ากันอีกแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อธุรกิจเสริมความงามกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนต้องการมากในตอนนี้ ทำให้การแข่งขันสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว พร้อมกับค่านิยมผิดๆ ที่ลืมนึกไปว่าตัวตนที่แท้จริงของเรานั้นเป็นอย่างไร และมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เหมือนกับคนอื่น

การทำศัลยกรรมความงามที่แท้จริงนั้นต้องเป็นอย่างไร ความสวยงามที่แท้จริงนั้นต้องเป็นแบบไหน คำตอบเหล่านี้กำลังจะบอกเล่าโดย ‘หมอสอง’ – นายแพทย์นพรัตน์ รัตนวราห ศัลยแพทย์ฝีมือดีอันดับต้นๆ ของประเทศไทย แห่งคลินิกศัลยกรรมตกแต่งนพรัตน์ หรือ Nopparat Cosmetic Clinic (NCC) ผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจากคนดังและคนทั่วไปมากมาย พร้อมกับการการันตีด้วยมาตรฐานระดับโลกจากเจซีไอ (Joint Commission International: JCI) จากสหรัฐอเมริกา เพราะหัวใจสำคัญของการทำศัลยกรรมเสริมความงามสำหรับหมอสองนั้น ไม่ได้อยู่แค่การช่วยให้คนไข้มีรูปร่างหน้าตาที่ดีขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เขากำลังจะบอกถึงมุมมองของการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดูดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ว่าจะส่งผลต่อความสุข ความมั่นใจ และเพิ่มพลังใจให้กับชีวิตเราได้อย่างแท้จริงอย่างไร

 

นายแพทย์นพรัตน์

 

คนที่ต้องการทำศัลยกรรมก็เพื่อเปลี่ยนแปลงหน้าตาตัวเอง เพราะไม่พอใจกับข้อด้อยที่มีมาแต่เกิดไม่ใช่เหรอ ดังนั้น เขาก็มีธงในใจแล้วว่าอยากมีหน้าตาสวยหล่อแบบดาราคนนั้นคนนี้ แล้วทำไมคุณถึงไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงตัวเองในมุมนี้ของคนไข้

ในมุมนี้ของคนไข้ถ้าเราพยายามไปเปลี่ยนแปลงหน้าตามากเกินไป จนกระทั่งความเป็นตัวตนของเขาหายไป ทำให้หน้าของแต่ละคนออกมาเป็นแบบเดียวกัน เป็นพิมพ์นิยม ทำแล้วออกมาเหมือนกันหมด นี่คือความไม่เป็นธรรมชาติ

เห็นได้จากคนที่นิยมบินไปทำหน้าที่ต่างประเทศ หรือทำในไทยก็ตาม แล้วไปบอกหมอว่าอยากได้ใบหน้าแบบนั้นแบบนี้ เมื่อดูจริงๆ แล้ว ดาราเกาหลีหรือดาราไทยที่สวยๆ หน้าตาดี ก็ไม่ได้มีหน้าตาแบบพิมพ์นิยมในแบบที่เรามักจะเห็นกัน หน้าตาเขาดูเป็นธรรมชาติ จมูกก็ไม่ได้โด่งจนโอเวอร์ ดวงตาก็ไม่ได้แหวกหรือเปิดมากจนเกินไป หน้าตาเขาดูเป็นธรรมชาติและได้สัดส่วน แต่คนไทยชอบมีความนิยมผิดๆ

คนไทยควรระมัดระวังเรื่องการโฆษณาต่างๆ บางครั้งอาจสร้างอาจมาในรูปแบบรายการบันเทิง ซึ่งทำให้เราตระหนักและเชื่อโดยไม่รู้ตัว ว่าทำศัลยกรรมต้องที่นู่นที่นี่เท่านั้นถึงจะดี ถึงจะสุด ซึ่งการทำตามกระแสนิยมต่างๆ อาจมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ สำหรับยุคปัจจุบัน

 

แล้วการทำศัลยกรรมใบหน้าจริงๆ ต้องพิจารณาจากอะไรบ้าง

สิ่งแรกต้องดูคือคุณภาพของหมอ โดยหมอที่จะทำศัลยกรรมให้เราต้องเป็นหมอเฉพาะทางจริงๆ คนไข้มีสิทธิ์รู้ชื่อ-นามสกุลของหมอที่จะทำการผ่าตัดให้ และสามารถตรวจสอบคุณวุฒิของคุณหมอได้ตามช่องทางของสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย หรือทางแพทยสภา ที่จะมีข้อมูลแจ้งให้ทราบว่าหมอคนนี้เรียนจบอะไรบ้าง

ต่อมาก็คือเรื่องของฝีมือ ไม่ควรไปเชื่อคำพูดหรือรีวิวต่างๆ ที่เห็นเป็นจำนวนมาก เพราะบางครั้งสิ่งที่เราเห็นอาจไม่เป็นแบบนั้นเสมอไป ต้องดูผลงานในภาพรวม เห็นตัวตนจริงๆ ของคนไข้ที่ทำศัลยกรรมจากคลินิกแห่งนั้นๆ บางครั้งถ่ายภาพออกมาดูสวย แต่พอเจอตัวจริงกลับไม่สวยเหมือนในภาพ

สถานที่ผ่าตัดก็สำคัญมาก ไม่ควรดูที่ราคาถูกอย่างเดียว เพราะการผ่าตัดที่มีคุณภาพนั้นมีต้นทุน จะมาประหยัดโดยลดคุณภาพของแข่งกันไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องสุขภาพ ขณะเดียวกัน แพงสุดก็อาจไม่ดีเสมอไป บางที่ตั้งราคาทำศัลยกรรมสูงจนโอเวอร์ หรือบางแห่งต้องตั้งราคาบวกค่านายหน้าไป 30-40% หรือเชื่อนายหน้าทุกอย่าง พาไปทำที่ไหนก็ไปแบบนี้ไม่ได้ ต้องดูว่าห้องผ่าตัดได้มาตรฐานหรือไม่ เพราะถ้าห้องไม่ได้มาตรฐาน หากผ่าตัดผิดพลาดเกิดปัญหาแผลติดเชื้อ นอกจากจะไม่สวยไม่หล่อแล้วอาจเกิดความเสียหายจนถึงขั้นเสียโฉม ดังนั้น ต่อให้ได้หมอฝีมือดีแค่ไหน ทำสวยขนาดไหน แต่ถ้าแผลติดเชื้อขึ้นมาก็จะมีปัญหารุนแรง

หรืออย่างการเสริมหน้าอก แม้ว่าตอนผ่าตัดจะไม่มีการติดเชื้อ แต่ในระยะยาว การผ่าตัดในห้องผ่าตัดที่ไม่ได้มาตรฐานก็อาจทำให้หน้าอกของเราแข็ง เพราะความไม่สะอาดมันสะสมอยู่ข้างใน ทำให้เกิดพังผืดเยอะ หน้าอกจึงแข็ง

 

อยากทราบว่าวิชาศัลยกรรมตกแต่งเรียนไปเพื่อสิ่งใด

วิชาศัลยกรรมตกแต่งเกิดขึ้นเพื่อใช้รักษาความผิดปกติภายนอกต่างๆ หรือปรับสิ่งที่ไม่สมบูรณ์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เช่น ความพิการจากโรค ความพิการบนใบหน้า หรือความผิดปกติของเนื้อเยื่อต่างๆ แผลใหญ่ๆ ที่ปิดไม่ได้ เราจะปลูกถ่ายเนื้อเยื่ออย่างไร เนื้อเยื่อซ่อมตัวอย่างไร หายอย่างไร กายวิภาคในส่วนลึกของคนเราเป็นอย่างไร ซึ่งมีรายละเอียดเยอะมาก เพราะทุกเรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานที่ต้องรู้ในการทำศัลยกรรมความงามให้ได้ผลดีและปลอดภัย รวมถึงลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ และแม้จะเกิดความผิดพลาดเล็กน้อยก็สามารถแก้ไขได้ทันท่วงที ไม่ให้ลุกลามใหญ่โต เสี่ยงต่อความพิการ เสียโฉม หรือเสียชีวิต ด้วยองค์ความรู้ที่เรียนมา

การทำศัลยกรรมเปรียบเทียบไม่ได้เลยกับการทำอาหาร ที่จะเปิดอินเทอร์เน็ตดูหรือไปอบรมหลักสูตรสั้นๆ แล้วก็ทำอร่อยได้เหมือนกัน ซึ่งการทำศัลยกรรมไม่ได้เป็นแบบนั้น ช่วงที่เรียนเฉพาะทางด้านศัลยกรรม ต้องรักษาโรคที่ต้องการความประณีตในการทำแผลสูง เมื่อเรียนจบทางศัลยกรรมทั่วไป เราต้องการทำแผลที่มีความละเอียดมากขึ้นก็ต้องไปฝึกเพิ่มเติม หรือการรักษาความผิดรูป ความพิการต่างๆ นี่คือสิ่งที่หมอทางด้านศัลยกรรมตกแต่งต้องศึกษา

เท่ากับว่าต้องเรียนเฉพาะทาง 4 ปี และต้องเรียนเพิ่มอีก 2 ปี รวมเวลาเรียนเฉพาะทางเป็น 6 ปี โดยเรียนเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน เย็บแผลอย่างไรให้สวยขึ้น เย็บอย่างไรให้แผลหายดี การเกิดแผลเป็นหรือคีลอยด์ต่างๆ ควรตัดแผลแนวไหนถึงออกมาแล้วจะดูดีที่สุด หรือในเรื่องของเนื้อเยื่อเหล่านี้จะรับวัสดุชนิดไหนได้ดี รวมถึงการไปเรียนโครงสร้างใบหน้า ว่าความสวยงามของใบหน้าสัดส่วนต้องเป็นอย่างไร ต้องกว้างเท่าไหร่ สูงเท่าไหร่ องศาเท่าไหร่ ซึ่งเหล่านี้คือรายละเอียดเนื้อหาเพื่อที่จะเป็นหมอศัลยกรรมตกแต่ง

 

ความงามของใบหน้ามีหลักเกณฑ์ที่แท้จริงไหม เราวัดจากอะไรว่าใบหน้าของแต่ละคนมีความงามมาตรฐานอย่างไร หรือใช้สัดส่วนทองคำมาใช้อ้างอิงได้ไหม

ความงามของใบหน้าตามหลักจริงๆ จะแบ่งเป็นสองอย่าง คือสัดส่วนบนใบหน้าที่เหมาะสม โดยเขาเอาคนที่หน้าตาดีเป็นหมื่นๆ คนมาวัดสัดส่วนต่างๆ ซึ่งจะได้สัดส่วนที่มีร่วมกันของคนที่หน้าตาดี แล้วจึงนำมาใช้เป็นเกณฑ์ว่าสัดส่วนใบหน้าต้องเป็น 1 ใน 3 เท่าๆ กัน หน้าผาก ปาก คาง หรือองศาจมูกที่เหมาะสมต้องมีความยาวเท่าไหร่ ปีกจมูกต้องกว้างเท่าไหร่ ตาต้องมีมุมอย่างไร เหล่านี้คือสัดส่วนที่ใครจะเรียกว่าอะไรก็ได้ คลินิกบางแห่งอาจจะตั้งชื่อสัดส่วนขึ้นมาให้ดูหวือหวา แท้ที่จริงแล้วมันมีสัดส่วนที่เหมาะสมอยู่ แพทย์ที่เรียนศัลยกรรมตกแต่งโดยตรงจะมีการเรียนเรื่องสัดส่วนบนใบหน้านี้เป็นบทใหญ่ๆ หนึ่งบทเลย บางทีก็มีการไปวัดคนจริงๆ ด้วยให้รู้ว่าสัดส่วนที่ดีบนใบหน้ามีขนาดประมาณนี้

อีกส่วนหนึ่งคือเรื่อง concept of beauty ที่แต่ละชนชาติจะมีค่านิยมที่แตกต่างกันออกไป เช่น ฝรั่งเขาจะชอบปากหนาๆ แต่คนไทยชอบปากบางๆ ที่ได้รูปเป็นกระจับ หรือฝรั่งชอบกรามใหญ่ๆ แต่คนไทยชอบหน้าเล็กๆ เรียวๆ เป็นต้น ซึ่งมันก็ไม่อาจเป็นไปตามสัดส่วนนั้นโดยตรง

ส่วนตัวผมเอง นอกจากจะเอาสองส่วนนี้มารวมกันแล้ว ยังมีความสนใจเรื่องโหงวเฮ้งซึ่งเป็นศาสตร์พิเศษที่ผมไปเรียนเป็นคอร์สกับอาจารย์ที่มีประสบการณ์สูง แล้วนำมาปรับให้รับกับใบหน้า ซึ่งผมจะปรับให้เข้ากับโครงสร้างของใบหน้าแต่ละคน ให้ดูเป็นคาแร็กเตอร์ของตัวเองและไม่เสียความเป็นตัวตนไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมทำมาโดยตลอด

 

นายแพทย์นพรัตน์

 

จริงๆ แล้วคนที่ต้องการทำศัลยกรรมเขามองที่อะไรเป็นสิ่งแรก ระหว่างหน้าตาที่ถูกต้องตามหลักโหงวเฮ้ง หรืออะไรก็ได้ขอให้ฉันสวยฉันหล่อ ถ่ายรูปลงอินสตาแกรมแล้วคนกดไลก์เยอะๆ ก็พอ

จริงๆ ก็ผสมๆ กัน คนที่มาจากตระกูลคนจีนบางคนจะให้เรื่องโหงวเฮ้งเป็นหลักก็มี แต่ส่วนใหญ่จะปนๆ กัน หรือบางคนไม่รู้จักเรื่องโหงวเฮ้งเลยก็มี คนที่เลือกโหงวเฮ้งเพราะตัวเองมีความกังวลอยู่แล้วในเรื่องจะทำอย่างไรให้มีธุรกิจการงานที่ดี ซึ่งโดยหลักการของผมจะบอกคนไข้ว่าการทำศัลยกรรมเราจะต้องทำให้ดูดีและไม่เสียโหงวเฮ้งเลย ผมค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องโหวเฮ้ง เพราะผมก็ชอบและได้ศึกษาศาสตร์เรื่องนี้มามากพอสมควร แต่อย่าไปคาดหวังว่าโหงวเฮ้งจะมาช่วยเรา เพราะความสำเร็จทั้งหมดขึ้นอยู่ที่ตัวเรา ส่วนการทำศัลยกรรมทำให้รูปร่างหน้าตาเราดูดีขึ้น สมมติ เราทำงานด้านการขายหรืองานอะไรก็ตาม เมื่อเราดูดีคนก็อยากจะมาพบปะเรา อยากจะมาคุยกับเรามากยิ่งขึ้นทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้น กล้าพูดกล้าทำอะไรมากขึ้น การขายของเราก็อาจจะดีขึ้น

 

จริงหรือไม่ที่การเติบโตของธุรกิจศัลยกรรมทำให้คนในตอนนี้พากันมองหาจุดด้อยของตัวเองกันมากขึ้น แล้วก็เกิดความกังวลว่าตัวเองจะไม่หน้าตาดีแบบใครๆ

จริงๆ ธรรมชาติของคนก็มีหลากหลายประเภท และปัจจุบันการทำศัลยกรรมก็เป็นที่ยอมรับ พอเห็นคนรอบข้างไปทำแล้วมีอาชีพการงานต่างๆ ที่ดีขึ้น ทำให้หลายคนหันกลับมามองว่าจะพัฒนาส่วนไหนของตัวเองได้บ้างจากการทำศัลยกรรม

ซึ่งบางทีต้องบอกว่า ‘มันไม่จำเป็นเลย’ สำหรับผม ถ้าคนไข้เข้ามาหาแล้วไม่มีจุดหมายที่ชัดเจน เช่น บอกว่าทำอะไรก็ได้ให้เขาสวยขึ้น ดีขึ้น ถ้าพูดลอยๆ แบบนี้ ผมจะถามกลับว่าคุณรู้สึกกังวลจุดไหน โดยปกติคนเราถ้าเขาบอกถูกว่าต้องการปรับจุดนี้ให้ดีขึ้น เราดูแล้วเห็นว่าสามารถทำให้เขาดูดีขึ้นได้ ก็จะปรับไปตามแนวทางนั้นๆ แต่ถ้าหากเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองอยู่แล้ว และแต่งหน้าเก่ง แต่งแล้วสัดส่วนหน้าดูดีขึ้น การทำศัลยกรรมก็ไม่มีความจำเป็นเลย

 

ความไม่มั่นใจตัวเองของคนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งมีโซเชียลมีเดียเกิดขึ้น ความบั่นทอนก็เพิ่มขึ้นเพราะเราจะเจอผู้คนที่เข้ามาอวยความสวยงามเต็มไปหมดจนต้องขวนขวายหาทางเปลี่ยนแปลงตัวเอง

แต่ในความเป็นจริงแล้วบางครั้งในโซเชียลมีเดียหรือรายการโทรทัศน์ก็มีการบิดเบือนความเป็นจริงไปมาก คนบางคนตัวจริงก่อนทำศัลยกรรมก็ดูโอเคอยู่แล้ว ไม่ได้ดูแย่ แค่แต่งหน้าสวยๆ ทำผมใหม่ เปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวให้ทันสมัย ก็สวยขึ้นว้าวขึ้น โดยที่ไม่ต้องทำศัลยกรรมอะไรเลย คนไข้หลายคนเข้ามาปรึกษาผมทั้งๆ ที่ดูดีอยู่แล้ว ผมก็จะแจ้งว่าคุณดูดีอยู่แล้ว ทำไปก็ไม่ได้ประโยชน์ แถมเจ็บตัวและเสียเงิน ในกรณีนี้เราก็ต้องอธิบายให้เขาเข้าใจ

 

ถ้าอย่างนั้นคนจะดูดีได้ประกอบด้วยอะไรบ้าง

คนเราจะดูดีได้ อันดับแรกคือองค์ประกอบภายนอกรูปร่างหน้าตา แต่อย่าลืมว่าองค์ประกอบภายใน ทัศนคติ จิตใจ ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ เพราะบางคนดูดีมากๆ แต่เมื่อไปดูทัศนคติแล้วเรากลับสงสัยว่าทำไมเขาถึงเป็นคนแบบนี้ ทำไมถึงคิดแบบนี้ ทำให้ความเป็นตัวตนหรือเสน่ห์หายไปเลย เอาจริงๆ ถ้าหน้าตาเราดีในระดับหนึ่งและทัศนคติดี คุยด้วยแล้วอบอุ่นมีความสุข สิ่งนี้เป็นเสน่ห์ที่ดียิ่งกว่ารูปลักษณ์ภายนอกด้วยซ้ำ

 

วันนี้แบรนด์แฟชั่นใหญ่ๆ ในต่างประเทศ เริ่มมีการใช้นางแบบนายแบบที่ไม่ได้หุ่นดีหรือผอมเพรียวแบบในอุดมคติเหมือนแต่ก่อนแล้ว ในฐานะของหมอศัลยกรรมคุณมีความเห็นอย่างไร

ผมเห็นด้วยมากๆ เพราะในโลกของความเป็นจริงคนเราไม่ได้มีหุ่นเหมือนกับนางแบบ ถ้าออกไปดูตามท้องถนนทุกคนมีรูปร่างแปรผันไปตามเชื้อชาติ คนทั่วไปไม่ได้ผอมเพรียวกันมากมายขนาดนั้น ถ้าเราไปสร้างค่านิยมว่าต้องผอมที่สุด สูงที่สุด นั่นคือสิ่งที่ผิด เพราะในแต่ละคนจะมีน้ำหนักที่เหมาะสมกับสุขภาพของเขาไม่เท่ากัน บางคนมีน้ำหนักแค่ 72 กิโลกรัม แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงมาก ถ้าเขาน้ำหนักลดลงไปแค่ 3 กิโลกรัม เขาอาจจะรู้สึกว่าไม่มีแรงก็ได้

ผมชื่นชมที่แบรนด์แฟชั่นหลายๆ แบรนด์เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ การใช้นายแบบที่อวบขึ้นมาบ้างหรือนางแบบที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ได้ผอมเพรียวมากเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกพอใจกับตัวเองมากขึ้น ไม่ต้องไปกินยาลดน้ำหนัก ดูดไขมัน หรือทำอะไรให้ดูผอมจนเกินไป หรือไปลดน้ำหนักจนกระทั่งตัวเองเสียชีวิตเลยก็มี

 

การดูดไขมันกระชับสัดส่วน วิธีการนี้มีผลดีหรือผลเสียกับคนทำแค่ไหน

เรื่องนี้คือปัญหาอย่างหนึ่ง เราจะเห็นเยอะมากในโฆษณาว่าเป็นวิธีการลดความอ้วนด้วยการดูดไขมันออกไป ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่ผิดหลักการ ซึ่งคนที่เรียนศัลยกรรมตกแต่งอย่างถูกต้องจะรู้ว่าการดูดไขมันเป็นเพียงการแกะสลักร่างกาย คุณต้องลดน้ำหนักให้ผอม แล้วตรงส่วนไหนที่ไขมันสะสม ส่วนไหนที่ไม่สวยค่อยไปดูดออก ให้มีรูปร่างที่สวยงาม ไม่ใช่เป็นคนอ้วนแล้วมาดูดไขมันออกให้ผอม

เวลามีคนอ้วนมาปรึกษาว่าอยากขอดูดไขมัน ผมจะพูดเลยว่าไม่ควรดูดไขมัน คุณต้องไปลดน้ำหนักก่อนแล้วค่อยมาดูดในส่วนที่เหลือ การดูดไขมันสำหรับคนอ้วนเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายมาก แต่ไม่มีประโยชน์ใดๆ กับคนไข้เลย การไปดูดไขมันออกในปริมาณที่เยอะเกินไป จะเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคอันตรายต่างๆ และผิวหนังก็จะไม่เรียบซึ่งเป็นปัญหาที่เจอเยอะสุดสำหรับคนที่ดูดไขมัน การโฆษณาที่เกินจริง ทำให้คนไข้เกิดความหวัง ซึ่งอาจจะเกิดจากความเข้าใจผิดนี้

 

นายแพทย์นพรัตน์

 

อยากรู้ว่าการทำศัลยกรรมเพื่อเปลี่ยนแปลงรูปร่างหน้าตาตัวเองจริงๆ แล้วมีประโยชน์อะไรบ้าง

ประโยชน์ของการทำศัลยกรรมมีหลายแง่มุม ถ้าสำหรับดารานักแสดงหรือคนที่เข้าวงการบันเทิง คนเหล่านี้มีต้นทุนเรื่องรูปร่างหน้าตาที่ดีอยู่แล้ว พอมาทำเพิ่มก็จะได้รับโอกาสในการทำงานมากขึ้น หรือนักร้องหลายคนที่ร้องเพลงเสียงดีอยู่แล้ว ก่อนประกวดต่างๆ ก็จะมาทำศัลยกรรม ซึ่งทำให้โอกาสในการชนะการตัดสินหรือคะแนนโหวตสูงขึ้น หลังชนะก็มีงานมากขึ้น

และสำหรับคนทั่วไป ก็จะมีทั้งคนที่มาทำศัลยกรรมเพื่อให้ตัวเองดูดีขึ้น มีคนหนึ่งทำศัลยกรรมกับผมเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว แล้วระหว่างที่เขากลับมาฉีดโบท็อกซ์กับผม ก็เล่าว่ากำลังจะแต่งงาน เขามาทำหน้าเพื่อไปถ่ายพรีเวดดิ้ง เขาบอกว่าตอนที่มาทำจมูกกับทำคางทำให้ได้เจอแฟน นั่นหมายความว่าการทำศัลยกรรมเพิ่มโอกาสในการเลือกคู่ชีวิตให้กับเขา ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องยอมรับ

มีผลการวิจัยที่บอกว่าคนที่มีศักยภาพในการทำงานที่เท่ากัน เก่งเหมือนกัน ทำได้เหมือนกันทุกอย่าง แต่คนที่หน้าตาดีกว่าจะเจริญก้าวหน้าในการทำงานได้มากกว่า ซึ่งเรื่องนี้ผมก็ยอมรับว่าเป็นความจริง เพราะคนไข้ของผมคนหนึ่งเคยสมัครเป็นแอร์โฮสเตสอยู่หลายปีแต่ไม่ประสบความสำเร็จ จนครูที่ฝึกสอนการเป็นแอร์โฮสเตสก็แนะนำให้มาทำศัลยกรรมจมูกกับผม จนวันที่เขากลับมาตรวจจมูกกับผมซึ่งก็ผ่านไปแล้วหลายเดือน เขาก็บอกว่าตอนนี้ติดแอร์โฮสเตส 2 ที่พร้อมกัน หรือคนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการค้าขายต้องอยู่ใน ส่วนของการต้อนรับ การที่มีรูปร่างหน้าตาที่ดีขึ้นการทำศัลยกรรมก็ช่วยสนับสนุนตรงนี้ได้มากจริงๆ

 

บางคนเมื่อได้ทำศัลยกรรมแล้วพบว่าผลที่ได้ออกมายังไม่เป็นที่น่าพอใจจนถึงขั้นต้องไปทำใหม่เรื่อยๆ หรือที่เรียกกันว่าเสพติดการทำศัลยกรรม ปัญหานี้เกิดจากอะไร

ปัจจุบันที่คนที่ทำศัลยกรรมไม่จบ จะเป็นคนดังหรือคนธรรมดาก็ตาม เดี๋ยวแป๊บหนึ่งก็กลับไปทำใหม่กันอีกแล้ว เดี๋ยวแป๊บหนึ่งก็บวมอีกแล้ว ทำเท่าไหร่ก็ไม่จบ แล้วปัญหาที่ตามมาคือ พอทำหลายๆ ครั้ง ผิวหนังและเนื้อเยื่อก็เสียหาย เกิดพังผืดมากจนผิวฟื้นตัวกลับมาไม่ได้ แล้วเขาจะเสียใจทีหลัง

ส่วนเหตุผลที่คนต้องกลับไปทำศัลยกรรมบ่อยๆ เพราะตอนนี้ธุรกิจความงามเกิดขึ้นมาเยอะมาก และมีการแข่งขันสูง จึงต้องอัดการทำโฆษณาเยอะ พอมีคลินิกเกิดขึ้นมาเยอะ ก็ต้องเอาหมอที่ไม่ได้เรียนทางด้านศัลยกรรมโดยตรงมาช่วยทำงาน แล้วใช้การโฆษณาเยอะๆ ทำให้การชวนเชื่อหนักหน่วงกว่าในอดีต เรื่องนี้ต้องยอมรับว่าเป็นความจริง

เพราะผมเองก็ฟังมาจากปากคนไข้หลายๆ คนว่า คลินิกความงามหลายๆ ที่จะพยายามยัดเยียดทุกสิ่งทุกอย่างให้เขาใช้บริการ ถ้าไม่เอาคอร์สนี้ก็จะมีคอร์สอื่นมาโน้มน้าว ถ้ายังไม่รู้ว่าจะทำอะไรก็ให้รูดบัตรเครดิตไว้ก่อน จะหนึ่งแสนหรือสามแสนบาทก็แล้วแต่ ถ้าเขาไม่อยากทำก็ต้องทิ้งเงินก้อนนั้นไป สุดท้ายเพราะเสียดายเงินเขาจึงต้องทำ แล้วทำไปหน้าตาก็ไม่ได้ดีขึ้น เพราะหลงเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อ ดังนั้น เราต้องมีความมั่นใจในตัวเองระดับหนึ่งเลยสำหรับการพิจารณาว่าจะทำศัลยกรรมอะไรสักอย่าง

 

สำหรับคนที่มองว่าตัวเองทำอย่างไรก็ไม่สวยพอไม่ดีพอสักที อาการแบบนี้ถือเป็นความเจ็บป่วยทางใจหรือเปล่า

คนเรามีหลายกลุ่ม ตั้งแต่คนที่รู้สึกพอใจในตัวเองมาก ถึงตัวเองจะดูไม่ดีแต่ก็มีความสุขในชีวิต ในขณะคนที่รู้สึกกลางๆ จะคิดว่าฉันอยากทำศัลยกรรม เมื่อทำเสร็จแล้วดีดูขึ้น มั่นใจขึ้น ก็จบ และอีกกลุ่มที่สุดโต่ง เราจะเห็นบ่อยมากๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทำศัลยกรรมแล้วไม่จบ ต้องทำซ้ำบ่อยๆ มีเหตุผลในการทำศัลยกรรมครั้งใหม่เรื่อยๆ

เราจะพบได้ในกลุ่มคนที่เดินเข้าคลินิกศัลยกรรมหรือคลินิกเสริมความงาม จะมีประมาณ 5-10% ที่จะเป็นคนกลุ่มที่มีอาการซึ่งเรียกว่า Body Dysmorphic Disorder เป็นอาการของคนที่รู้สึกว่าตัวเองดูไม่ดีสักที ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามจะรู้สึกว่าตัวเองไม่โอเค คนกลุ่มนี้จะรู้สึกว่าตรงนี้ยังไม่ใช่ ตรงนี้ยังไม่โอเค กลายเป็นคนที่ทำศัลยกรรมไม่จบสิ้น ทำแล้วก็ยังมีข้อติในส่วนนั้นอยู่ดี ต้องไปปรับแก้เรื่อยๆ ซ้ำไปซ้ำมา ไม่จบสิ้น โดยหาเหตุผลในการทำเพิ่มหรือปรับแก้อยู่ตลอด ทีนี้ก็จะส่งผลให้ใบหน้าของคนเหล่านั้นห่างไกลความเป็นธรรมชาติ เมื่อเราเห็นปุ๊บ จะรู้ทันทีว่าใบหน้าแบบนี้เป็นใบหน้าศัลยกรรม

ก็เหมือนกับ 20-30 ปีที่แล้วที่คนทำหน้าออกมาแล้วดูเป็นใบหน้าศัลยกรรม เหมือนที่ยุคก่อนคนจะนิยมฉีดสารแปลกปลอม เช่น น้ำมันมะกอก พาราฟีน ในยุคนี้เป็นยุคของการฉีดฟิลเลอร์ หรือฉีดแฟต ทำให้หน้าดูแปลกๆ คล้ายปลาทอง ทำคางแหลมๆ จนสูญเสียความเป็นธรรมชาติไป

 

นายแพทย์นพรัตน์

 

มีวิธีที่จะช่วยเตือนหรือช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับคนสุดโต่งที่อยู่ใกล้ๆ ตัวได้อย่างไรบ้าง

ตอบตรงๆ เลยนะถ้าเป็นในเรื่องความมั่นใจในตัวเอง เราไม่สามารถโน้มน้าวเขาได้ เพราะสิ่งนั้นคือธรรมชาติของเขา คนคนนั้นจะทำศัลยกรรมไม่จบสิ้น ถ้าเขาไม่ได้ไปพบจิตแพทย์เพื่อบำบัดหรือฟื้นฟูก็จะแก้ไขได้ยาก แต่สิ่งที่พอทำได้จริงๆ คือบอกกับเขาว่าตอนนี้ที่ทำมานั้นดีแล้ว และชี้ให้เห็นถึงข้อดีข้อเสียของการทำศัลยกรรมเยอะๆ ถ้ายิ่งทำเยอะเนื้อบนใบหน้าก็จะยิ่งเกิดพังผืดเยอะ เส้นเลือดก็จะถูกตัดออกไปเยอะ ความเสี่ยงในการอักเสบติดเชื้อก็จะสูงขึ้น และเราก็ต้องพยายามให้ความมั่นใจกับเขาว่าสิ่งที่เขาเป็นอยู่นั้นดูดีแล้ว สวยแล้ว เราทำได้แค่นั้น

 

เราจะยอมรับความสวยงามของตัวเองได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นกับคนที่ทำศัลยกรรมเองหรือคนที่ไม่ได้ทำ เพราะบางคนจะมีอาการวิตกกังวลในลักษณะของการเป็นคนที่ผอมบางอยู่แล้ว แต่ภาพที่เห็นตัวเองในกระจกนั้นกลับเป็นภาพของคนอ้วนที่ดูแล้วไม่โอเค

ถ้าในกรณีนี้ก็ยังอยู่ในกลุ่มของคนที่มีความผิดปกติแบบ Body Dysmorphic Disorder อยู่ คนพวกนี้จะรู้สึกว่าตัวเองอ้วนตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ตัวเองผอมจนจะถึงหนังหุ้มกระดูกแล้ว ส่งผลให้เกิดโรคย่อยๆ ที่เรียกว่า Anorexia Nervosa ซึ่งโรคนี้ผู้ป่วยจะพยายามกินให้น้อยที่สุด เพื่อตัวเองจะได้ผอมที่สุด จนเหมือนนางแบบในยุคหนึ่งที่บางคนจะผอมเหมือนกระดูกเดินได้ รู้สึกว่าตัวเองจะมีไขมันไม่ได้ บางคนก็จะรับประทานเข้าไปแล้วทำให้ตัวเองอาเจียนออกมา เรียกว่าโรค Bulimia Nervosa เป็นหนึ่งใน spectrum ของโรคในคนที่ไม่รู้จักความพอดี ไม่พอใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเอง

 

ในมุมมองของแพทย์ศัลยกรรมมืออาชีพ คุณมองว่าคนคนหนึ่งจะดูดีได้นั้น ภาพรวมของคนคนนั้นต้องเป็นอย่างไร

ในมุมมองของผมการที่คนเราจะมีความสวยงามเกิดขึ้นโดยการควบคุมไม่ให้ตัวเองอ้วนนั้นถูกต้องแล้ว แต่ที่สำคัญคือต้องดูแลสุขภาพด้วย ไม่ใช่ผอมแห้งจนเกินไป แบบนี้ยังไงก็ไม่สวย ความสวยที่ดีคือรูปร่างที่ได้สัดส่วน มีกล้ามเนื้อ สุขภาพแข็งแรง ผิวก็ต้องดี บางทีอาจจะไม่ได้ผอมเท่านางแบบ แต่เขามีความแข็งแรง มีพละกำลังในการทำงาน

 

ธุรกิจที่เติบโตอย่างเฟื่องฟูยังไงก็ต้องมีวันเสื่อมถอย แล้วสำหรับธุรกิจเสริมความงามนั้น คุณมองว่าทิศทางต่อไปในอนาคตจะเป็นอย่างไร

การทำศัลยกรรมอาจจะมาถึงในยุคที่เริ่มนิ่งหรือคงที่แล้ว เพราะคนก็จะมีวิจารณญาณมากขึ้น ต่างกับเมื่อก่อนที่จะเฮไปทางนั้นทีทางนี้ที โดยไม่ได้ใช้เหตุผลมากเท่าที่ควร เชื่อทุกอย่างที่อยู่ในอินเทอร์เน็ต เชื่อทุกอย่างที่เขาพูด แต่ไม่ได้ใช้การวิเคราะห์หรือดูหลักความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งตอนนี้ความจริงเริ่มปรากฏชัดแล้วว่า ไปทำศัลยกรรมที่นั่นที่นี่ตรงนี้แล้วเกิดปัญหาคนไข้เริ่มมีความคิดมากขึ้น เขาศึกษาหาข้อมูลและเลือกมากขึ้น ไม่ได้เลือกจากราคาที่ถูกที่สุดอย่างเดียว เพราะคลินิกที่ให้ราคาถูกที่สุด การลงทุนจะต่ำ ห้องผ่าตัดก็ไม่สะอาด เป็นห้องผ่าตัดธรรมดา อุปกรณ์เครื่องมือก็เลือกแบบที่ราคาถูก หมอที่มาทำการผ่าตัดอาจจะเป็นหมอที่ไม่ได้มีประสบการณ์มาก คนจึงรู้จักเลือกและวิเคราะห์มากขึ้น ซึ่งข้อดีคือทำให้ปัญหาและความผิดพลาดในการศัลยกรรมลดลง ผู้บริโภคเองก็จะเลือกในสิ่งที่ดีให้กับตัวเองได้มากขึ้น